บ่ายวันของวันที่ 22 สิงหาคม 2566 ขณะที่รัฐสภากำลังลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ของไทย เครื่องบินเจ็ตส่วนตัวลำหนึ่งก็ร่อนลงจอดที่ดอนเมือง บนเครื่องคือ ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีที่ห่างหายจากแผ่นดินเกิดมานานกว่า 15 ปี ภาพนั้นเหมือนบทสรุปของยุคหนึ่ง แต่ในเวลาเดียวกัน มันก็เป็นการเปิดฉากบทใหม่ที่ยังไม่รู้ว่าจะจบลงอย่างไร
ชะตากรรมของทักษิณกับการเมืองไทย ไม่เคยเป็นเรื่องของบุคคลคนเดียว แต่มันคือกระจกเงาที่สะท้อนความซับซ้อน ความแตกแยก และความขัดแย้งในสังคมไทยมาตลอดสองทศวรรษ
จากนักธุรกิจสื่อสารสู่นักการเมืองที่เปลี่ยนเกม
ก่อนจะก้าวสู่เวทีการเมือง ทักษิณสร้างตัวจากธุรกิจโทรคมนาคม บริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น ที่เขาก่อตั้งเติบโตจนกลายเป็นกลุ่มธุรกิจยักษ์ใหญ่ ความสำเร็จในโลกธุรกิจนี้เองที่นำเสนอภาพลักษณ์ของผู้นำที่เข้าใจการบริหารจัดการ สามารถพูดภาษาของความเจริญและการพัฒนาได้ดี
เมื่อเข้าสู่การเมือง ทักษิณนำเอาวิธีคิดแบบธุรกิจมาใช้ นโยบายที่ประชาชนทั่วไปเข้าถึงได้ เช่น โครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค กองทุนหมู่บ้าน และ OTOP กลายเป็นเครื่องมือที่ไม่เพียงแต่สร้างคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น แต่ยังสร้างความผูกพันระหว่างรัฐบาลกับประชาชนในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน โดยเฉพาะในหมู่คนชนบท ที่หลายสิบปีรู้สึกว่าถูกระบบราชการทอดทิ้ง
ทักษิณเข้าใจดีว่าคะแนนเสียงจากคนส่วนใหญ่ของประเทศคือเส้นทางสู่อำนาจ และเขาก็ทำสิ่งนั้นได้สำเร็จอย่างที่ไม่มีนักการเมืองคนใดทำได้มาก่อน พรรคไทยรักไทย ชนะการเลือกตั้งอย่างท่วมท้น และสร้างระบบการเมืองที่ผู้สังเกตการณ์หลายคนเรียกว่า "ระบอบทักษิณ" ซึ่งผสมผสานระหว่างประชาธิปไตยแบบมีผู้แทนกับการบริหารแบบเด็ดขาด
เส้นแบ่งระหว่างความนิยมกับความชอบธรรม
อย่างไรก็ดี ยิ่งทักษิณมีอำนาจมากเท่าไร คำถามเรื่องความชอบธรรมก็ยิ่งถูกตั้งข้อสังเกตมากขึ้นเท่านั้น การวิพากษ์วิจารณ์เรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน การใช้อำนาจรัฐเพื่อประโยชน์ส่วนตัว และความใกล้ชิดระหว่างรัฐบาลกับกลุ่มทุน กลายเป็นประเด็นที่ฝ่ายตรงข้ามมองว่าเป็นจุดอ่อนร้ายแรง
ในมุมมองของผู้สนับสนุน ทักษิณคือผู้นำที่เอาใจใส่ต่อคนจนและคนชนบท การสร้างโอกาสและการเข้าถึงบริการพื้นฐานคือความหมายของประชาธิปไตยที่เป็นรูปธรรม แต่ในมุมมองของฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย ทักษิณคือสัญลักษณ์ของระบอบอุปถัมภ์และอำนาจนิยมที่บิดเบือนระบบตรวจสดบง ความขัดแย้งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องนโยบาย แต่มันคือการต่อสู้เพื่อนิยามว่าประชาธิปไตยแบบไทยควรเป็นอย่างไร
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปี 2549 เมื่อรัฐประหารโค่นรัฐบาลทักษิณออกจากอำนาจ ไม่ได้ทำให้ความขัดแย้งเหล่านั้นหายไป กลับกัน มันกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการแบ่งขั้วที่ยืดเยื้อและลึกซึ้งยิ่งขึ้น สังคมไทยแบ่งเป็นสองฝั่งชัดเจน ฝั่งที่เรียกตัวเองว่ากลุ่มคนเสื้อแดง ซึ่งมองว่าทักษิณถูกตัดสิทธิ์จากการเมืองโดยไม่ชอบธรรม และฝั่งที่รวมตัวกันในกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่มองว่ารัฐประหารคือทางออกจากระบอบที่เลวร้าย
ชะตากรรมของการเมืองไทยที่ผูกกับบุคคล
เหตุการณ์หลังปี 2549 สะท้อนปัญหาหนึ่งของการเมืองไทย นั่นคือ ระบบการเมืองที่ยังผูกพันกับบุคคลมากเกินไป ทักษิณกลายเป็นศูนย์กลางของความขัดแย้ง แม้เขาจะไม่ได้อยู่ในประเทศ แต่ชื่อของเขายังเป็นแรงขับเคลื่อนทางการเมือง พรรคพลังประชาชน พรรคเพื่อไทย และพรรคที่สืบทอดตำแหน่งต่อมา ต่างใช้ภาพลักษณ์และนโยบายแบบทักษิณเป็นหัวใจของการหาเสียง และผู้สนับสนุนก็ยังมองว่านโยบายเหล่านั้นคือความหวังของคนส่วนใหญ่
ในขณะเดียวกัน ฝ่ายที่ต่อต้านทักษิณก็ยังใช้เขาเป็นเป้าหมายของการวิพากษ์วิจารณ์ การเมืองไทยกลายเป็นการต่อสู้ระหว่างความเป็นทักษิณกับการต่อต้านทักษิณ ซึ่งทำให้การถกเถียงเรื่องนโยบายและแนวทางการพัฒนาประเทศถูกบดบังไปด้วยประเด็นบุคคล
การเดินทางกลับของทักษิณในปี 2566 จึงเป็นมากกว่าการเดินทางของบุคคลคนหนึ่ง มันคือการกลับมาของปมแห่งการเมืองที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข การที่เขาได้รับการุณาโทณและกลับเข้าสู่วงการการเมืองอีกครั้ง ไม่ว่าจะในฐานะใดก็ตาม ย่อมสะท้อนว่าสังคมไทยยังคงต้องเผชิญกับคำถามเดิม จะสร้างระบบการเมืองที่ยั่งยืนและเป็นธรรมได้อย่างไร โดยไม่ต้องผูกพันกับชะตากรรมของบุคคลคนใดคนหนึ่ง
บทสรุปที่ยังเขียนไม่จบ
ทักษิณ ชินวัตร ไม่ใช่แค่อดีตนายกรัฐมนตรีที่ประสบความสำเร็จและถูกโค่นอำนาจ เขาคือสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและการเมืองที่ยังดำเนินต่อไป ความนิยมของเขาสะท้อนความต้องการของคนส่วนใหญ่ที่อยากเห็นรัฐบาลที่เอาใจใส่และสร้างโอกาสให้พวกเขา ในขณะที่การวิพากษ์วิจารณ์ต่อเขาสะท้อนความกังวลเรื่องระบอบอุปถัมภ์ การทุจริต และการใช้อำนาจรัฐเพื่อประโยชน์ส่วนตัว
ปัจจุบัน การเมืองไทยยังคงเคลื่อนไหวอยู่ภายใต้เงาของทักษิณ ไม่ว่าจะผ่านบทบาทของพรรคเพื่อไทย หรือความเคลื่อนไหวของกลุ่มการเมืองที่เกี่ยวข้อง และแม้แต่การที่บุตรสาวของเขาได้เป็นนายกรัฐมนตรี ก็ยังคงเป็นเครื่องยืนยันว่า ชื่อของทักษิณยังเป็นปัจจัยสำคัญในการเมืองไทย
แต่ในที่สุดแล้ว คำถามที่สำคัญที่สุดอาจไม่ใช่ว่าทักษิณจะกลับเข้าสู่อำนาจหรือไม่ แต่คือ สังคมไทยจะสามารถสร้างระบบการเมืองที่ยุติธรรม โปร่งใส และตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างยั่งยืนหรือไม่ โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาผู้นำที่เข้ามาในนามของผู้ช่วยเหลือ และไม่จำเป็นต้องเผชิญกับวงจรอุปถัมภ์ที่ยังไม่รู้ว่าจะสิ้นสุดเมื่อใด นั่นคือความท้าทายที่อยู่เหนือกว่าชะตากรรมของบุคคลคนหนึ่ง และมันคือคำถามที่สังคมไทยต้องตอบด้วยตัวเอง