เมื่อพูดถึงคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. คนส่วนใหญ่มักนึกภาพถึงวันหย่อนบัตร การนับคะแนน และข่าวดราม่าเรื่องบัตรเสีย ซึ่งนั่นเป็นเพียงภาพจำที่เราเห็นผ่านสื่อในช่วงโค้งสุดท้ายของการเมือง แต่ในความเป็นจริงแล้ว ภารกิจขององค์กรอิสระนี้มีความซับซ้อนและต่อเนื่องยาวนานกว่าที่คิด มันคือการทำงานตลอด 24 ชั่วโมง แม้ในวันที่บ้านเมืองดูเงียบสงบและไม่มีการเลือกตั้งใดๆ เกิดขึ้นเลย
หลายคนรู้สึกหงุดหงิดใจเมื่อเกิดปัญหาบัตรเขย่ง หรือเห็นข่าวร้องเรียนเรื่องทุจริตประดิษฐ์ในพื้นที่ต่างๆ แล้วโทษว่า กกต. ทำงานไม่ดี ซึ่งคำวิพากษ์วิจารณ์นั้นเป็นสิทธิ์ที่ทำได้ แต่หากเรามองลึกเข้าไปในโครงสร้างการทำงาน จะพบว่าหน้าที่หลักของพวกเขาไม่ได้ถูกออกแบบมาแค่ให้ยืนเฝ้าหน้าคูหา แต่คือการ "วางกติกา" และ "ดูแลสนาม" ให้เกิดความเป็นธรรมที่สุดเท่าที่ระบบกฎหมายจะเอื้ออำนวย
งานที่มองไม่เห็นระหว่างการเลือกตั้ง
ลองนึกภาพว่าการเลือกตั้งเป็นเหมือนการจัดคอนเสิร์ตใหญ่ ทุกคนจำได้วันแสดงสด แสง สี เสียง และศิลปินบนเวที แต่เบื้องหลังนั้นเต็มไปด้วยทีมงานที่ต้องขนย้ายอุปกรณ์ เช็คระบบไฟฟ้า ดูแลเรื่องความปลอดภัย และแก้ปัญหาเฉพาะหน้ามานานหลายเดือน
กกต. ก็เช่นกัน งานที่หนักหนาที่สุดไม่ใช่วันเลือกตั้ง แต่คือช่วงที่ไม่มีใครสนใจ นั่นคืองาน "สืบสวนสอบสวน" ข้อร้องเรียนที่ถูกส่งเข้ามา ซึ่งมีตั้งแต่เรื่องเล็กน้อยอย่างการแจกของในชุมชน ไปจนถึงเรื่องซับซ้อนอย่างการจัดตั้งพรรคการเมืองหรือการเคลื่อนไหวทางการเงินที่น่าสงสัย ทุกสำนวนต้องถูกตรวจสอบ รวบรวมพยายาน และวินิจฉัยตามข้อกฎหมาย ซึ่งใช้เวลาและความละเอียดสูงมาก
นอกจากนี้ พวกเขายังมีหน้าที่สำคัญในการ "ส่งเสริม" การปกครองระบอบประชาธิปไตย ซึ่งฟังดูเหมือนคำพูดในแบบเรียน แต่ในทางปฏิบัติหมายถึงการจัดอบรมให้ความรู้ประชาชนในพื้นที่ห่างไกล การสร้างสื่อรณรงค์ให้คนตระหนักถึงคุณค่าของเสียงหนึ่งเสียง และการพัฒนาระบบเทคโนโลยีเพื่อให้การลงทะเบียนหรือตรวจสอบสิทธิ์ทำได้ง่ายขึ้น งานเหล่านี้ไม่ค่อยมีข่าวดัง แต่มันคือรากฐานที่ทำให้ระบบเลือกตั้งเดินไปข้างหน้าได้
ความท้าทายในยุคดิจิทัล
ยุคนี้ไม่เหมือนยุคก่อน การหาเสียงไม่ได้จำกัดอยู่แค่เวทีปราศรัยหรือป้ายข้างทางอีกต่อไป ข้อมูลข่าวสาร (และข่าวปล่อ
ย) แพร่กระจายด้วยความเร็วแสงผ่านโซเชียลมีเดีย โจทย์ใหญ่ของ กกต. ยุคนี้จึงไม่ใช่แค่จับผิดเรื่องแจกเงิน แต่คือการจัดการกับ "วาทกรรม" และ "ข้อมูลบิดเบือน" ที่อาจชี้นำให้ประชาชนเข้าใจผิด
การบังคับใช้กฎหมายในโลกออนไลน์เป็นเรื่องยากลำบาก เนื้อหาถูกลบไปแล้วแต่ภาพหน้าจอยังถูกแชร์ต่อ แอคเคาท์ปลอมถูกสร้างขึ้นมาเพื่อโจมตีคู่แข่งทางการเมืองโดยเฉพาะ กกต. ต้องปรับตัวจากบทบาทผู้คุมกติกาบนสนามหญ้า มาเป็นผู้ดูแลความสงบในสนามรบดิจิทัล ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากหน่วยงานอื่นๆ และการปรับกฎหมายให้ทันสมัย
ความน่าเชื่อถือ คือ ทุนที่สำคัญที่สุด
สิ่งที่ กกต. ต้องรักษาไว้เหนือสิ่งอื่นใดคือ "ความไว้วางใจ" ในระบอบประชาธิปไตย ไม่ว่าผลการเลือกตั้งจะออกมาเป็นอย่างไร หากประชาชนรู้สึกว่ากระบวนการไม่โปร่งใส หรือมีมาตรฐานสองมาตรวัด วิกฤตศรัทธาก็จะเกิดขึ้น และนั่นคือหายนะของระบบการเมือง
การทำงานของ กกต. จึงเหมือนเดินบนเส้นดาย ต้องเข้มแข็งพอที่จะเอาผิดผู้กระทำผิดโดยไม่เกรงกลัวอิทธิพล แต่ก็ต้องรอบคอบพอที่จะไม่ตัดสินด้วยอารมณ์หรือกระแสสังคม การอธิบายเหตุผลในการวินิจฉัยคดีต่างๆ ให้สังคมเข้าใจอย่างถ่องแท้จึงเป็นเรื่องจำเป็น เพื่อให้ทุกฝ่ายยอมรับผลลัพธ์ แม้ว่าจะไม่ถูกใจก็ตาม
ท้ายที่สุดแล้ว กกต. เป็นเพียงฟันเฟืองชิ้นหนึ่งในระบอบประชาธิปไตย พวกเขาไม่สามารถสร้างสังคมที่ดีได้ด้วยตัวเอง หากปราศจากความตื่นรู้ของประชาชนและการเคารพกติกาของทุกฝ่าย การเลือกตั้งที่ดีจึงไม่ได้วัดกันที่ความเรียบร้อยในวันหย่อนบัตร แต่วัดกันที่ความศรัทธาที่เรามีต่อระบบนี้ในวันที่ผลออกมาไม่เป็นใจต่างหาก
กกต. กับภารกิจที่ไม่มีวันจบ: ทำไมการเลือกตั้งถึงไม่ใช่แค่วันลงคะแนน
Source: HotArticle
Original link: https://www.hotarticle24.com/5ipoix43