สมัยที่ผมเพิ่งเริ่มติดตามฟุตบอลเยาวชนเอเชีย ทุกครั้งที่เห็นโปรแกรม “ญี่ปุ่น U-23 พบ ไทย U-23” ผมมักจะคิดเสมอว่า “อีกแล้วเหรอ น่าจะจบ 3-0 แบบเดิม” จนกระทั่งได้ไปดูเกมรอบคัดเลือกเอเชียที่ญี่ปุ่นจัดขึ้นเมื่อสองปีก่อน ความรู้สึกนั้นเปลี่ยนทันที
วันนั้น ทีมชาติไทยไม่ได้มาเล่นแบบหวังแค่ไม่เสียเยอะ พวกเขาตั้งรับลึกแต่พร้อมสวนกลับเร็ว นาทีที่ 27 วรชิต กนิตศรีบำเพ็ญ หลุดเดี่ยวไปซัดเสาแรก บอลพุ่งชนเสาเต็มๆ สเตเดียมเงียบกริบ นั่นคือจังหวะแรกที่ทำให้ผมรู้สึกว่า “โอกาสมันมีจริง” แม้สุดท้ายญี่ปุ่นจะชนะ 1-0 จากลูกยิงไกลของมาเอดะ แต่เกมนั้นเหลือเชื่อพอที่ผมย้อนกลับไปดูสถิติหลังจบทัวร์นาเมนต์ และพบว่าทีมไทยครองบอลได้ถึง 42%—สูงสุดที่เคยทำได้ตั้งแต่เจอกับญี่ปุ่นรุ่นนี้
ลำดับของการพบกันระหว่างญี่ปุ่น U-23 กับไทย U-23 จึงไม่ใช่แค่ตัวเลขแพ้ชนะ แต่เป็นภาพสะท้อนการเติบโตของทั้งสองระบบเยาวชน ย้อนกลับไปปี 2002 รอบคัดเลือกเอเชีย ญี่ปุ่นถล่มไทย 6-0 เกมนั้นเด็กไทยเล่นกันแบบหวาดๆ จนเสียบอลง่ายเกือบทุกจังหวะ ตัดมาปี 2016 รอบสุดท้ายที่กาตาร์ ไทยแพ้ 4-0 แต่เกมรับเริ่มตั้งตัวได้ และมีจังหวะเข้าทำถึง 7 ครั้ง ซึ่งถือว่ามากกว่าทุกครั้งที่เจอกันมา สิ่งที่เปลี่ยนคือโครงสร้างลีกเยาวชนไทยเริ่มให้เด็กได้ลงสนามจริง ไม่ใช่แค่ซ้อมแล้วรอใช้งานทีมชาติ
ญี่ปุ่นเองก็ไม่ได้หยุดอยู่กับที่ ทุกครั้งที่เจอกัน พวกเขาจะเปลี่ยนแปลงรูปแบบการเล่นเล็กน้อย บางปีใช้แบ็กขึ้นสูงกดดันริมเส้น บางปีถอยมิดฟิลด์ตัวรับลงไปเพื่อล็อกพื้นที่ การปรับจูนต่อเนื่องทำให้เด็กไทยต้องเรียนรู้วิธีอ่านเกมเร็วขึ้น ไม่ใช่แค่รับมือแผนเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ความน่าสนใจอีกมิติคือ “จังหวะเสียบ” ที่เกิดขึ้นในแต่ละนัด สถิติล่าสุดจาก AFC ชี้ว่า ทุกครั้งที่ไทยเจอญี่ปุ่น ค่าเฉลี่ยการเข้าบอลเสียบลดลงจาก 19 ครั้งต่อเกม เหลือ 12 ครั้ง ขณะที่ญี่ปุ่นยังคงเฉลี่ย 22 ครั้งเหมือนเดิม ตัวเลขเล็กๆ นี้สะท้อนให้เห็นว่า ไทยเริ่มเล่นด้วยความเยือกเย็นมากขึ้น ไม่วิ่งไล่บอลจนทำฟาวล์ง่ายเหมือนอดีต
แฟนบอลบางคนอาจบ่นว่า “แพ้ทุกที จะไปสนใจทำไม” แต่สำหรับคนที่เฝ้าติดตามมาตลอด 15 ปี การที่ไทยยังไม่เคยชนะญี่ปุ่นรุ่นนี้เลยไม่ใช่ประเด็น ประเด็นคือช่องว่างที่หดลงทุกครั้ง จากเคยโดนยิง 6 ลูก เหลือ 1-2 ลูก จากเคยจบเกมไม่มีจังหวะลุ้น กลายเป็นว่าพลาดโอกาสทองไปเองหลายครั้ง
สิ่งที่น่าตื่นเต้นที่สุดคือ รุ่นนี้จะกลับมาเจอกันอีกครั้งในรอบคัดเลือกปี 2024 ซึ่งไทยเป็นเจ้าภาพสาย หากดูจากลำดับผลงานที่ผ่านมา โอกาสเก็บแต้มแรกจากญี่ปุ่น U-23 ไม่ได้อยู่ไกลเกินเอื้อม เพียงแต่ต้องใช้ความเฉียบขาดให้มากกว่าทุกครั้ง เพราะญี่ปุ่นก็ไม่ได้ช้าในการพัฒนาเช่นกัน
บางที ความสนุกของการเชียร์ฟุตบอลเยาวชนอาจไม่ใช่แค่การลุ้นชัยชนะทันที แต่เป็นการเห็นก้าวเล็กๆ ที่สะสมจนกลายเป็นความก้าวหน้า ลำดับของการพบกันระหว่างญี่ปุ่น U-23 กับไทย U-23 จึงไม่ใช่เพียงสถิติซ้ำซาก แต่เป็นหนังสือเล่มหนึ่งที่ยังเขียนไม่จบ และแฟนบอลทุกคนคือผู้อ่านที่มีสิทธิ์ลุ้นตอนต่อไปว่าจะเกิดอะไรขึ้น
สายตาที่แตกต่าง: ทำไมเกม ญี่ปุ่น U-23 พบ ไทย U-23 จึงไม่ใช่แค่เรื่องสกอร์
Source: HotArticle
Original link: https://www.hotarticle24.com/2rpogwj7