ช่วงเช้าของวันธรรมดาในย่าน Skaugum ย่านชานเมืองออสโล ผู้คนที่ออกมาวิ่งออกกำลังกายต่างพบเห็นชายวัยกลางคนคนหนึ่ง สวมเสื้อแจ็กเก็ตกันหนาวสีน้ำเงินเข้ม กางเกงยีนส์ธรรมดา และรองเท้าผ้าใบสีขาว ขี่จักรยานสีแดงผ่านไปมาอย่างสบาย ๆ บางครั้งเขาหยุดคุยกับเด็ก ๆ ที่รอรถโรงเรียน บางครั้งก็แวะซื้อกาแฟจากร้านสะดวกซื้อปลายถนน ใคร ๆ ก็คิดว่าเขาเป็นเพียงชาวบ้านธรรมดาคนหนึ่ง จนกระทั่งเห็นพระบรมฉายาลักษณ์ของพระองค์บนหน้าหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น—ชายผู้นั้นคือสมเด็จพระราชาธิบดีฮารัลด์ที่ 5 แห่งนอร์เวย์
เรื่องเล่านี้ไม่ใช่แค่ภาพน่ารัก ๆ ของกษัตริย์ที่ชอบปั่นจักรยาน แต่สะท้อนวิถีชีวิตของพระองค์ที่ตั้งแต่เสด็จขึ้นครองราชย์เมื่อปี 1991 ก็เลือกที่จะไม่ “ย้ายเข้า” พระราชวังหลวงอย่างที่ใคร ๆ คาดหวัง ฮารัลด์ที่ 5 และสมเด็จพระราชินีซอนยา ยังคงอาศัยอยู่ที่พระตำหนัก Skaugum ซึ่งเป็นบ้านไม้สองชั้นที่สร้างในปี 1905 ท่ามกลางป่าสน 180 ไร่ พระองค์เคยกล่าวไว้ในการสัมภาษณ์หนึ่งว่า “พระราชวังเหมาะสำหรับงานราชการ แต่บ้านคือที่ที่เราเลี้ยงลูกและใช้ชีวิตจริง ๆ”
พระราชประวัติของฮารัลด์ที่ 5 ไม่ได้เริ่มต้นด้วยความง่ายดาย เมื่อพระองค์ประสูติในปี 1937 นอร์เวย์ยังไม่มีกฎหมายรับรองสิทธิของสตรีในการสืบราชสันตติวงศ์ นั่นหมายความว่าถ้าพระองค์มีพระโอรส พระราชบัลลังก์จะตกเป็นของเจ้าชายเท่านั้น จนกระทั่งปี 1990 รัฐสภาแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ทายาทคนโตไม่ว่าเพศใดมีสิทธิ์ขึ้นครองราชย์ ทำให้เจ้าหญิงมาร์ธาลูอีส พระราชธิดาคนโตของฮารัลด์ที่ 5 กลายเป็นรัชทายาทอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ความเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ นี้สะท้อนว่าราชวงศ์นอร์เวย์ไม่ได้อยู่เหนือการเปลี่ยนแปลงของสังคม หากยอมรับและปรับตัวตามกาลเวลา
อีกจุดหนึ่งที่ทำให้ชาวนอร์เวย์รักในตัวพระองค์คือความจริงใจในการเชื่อมต่อกับประชาชน ในปี 2016 ระหว่างที่พระองค์เสด็จไปเยี่ยมชุมชนเล็ก ๆ ในเมือง Tromsø มีเด็กนักเรียนคนหนึ่งยกมือถามว่า “ทำไมพระองค์ไม่มีรถหรูเหมือนกษัตริย์ประเทศอื่น?” พระองค์ตอบอย่างเรียบง่ายว่า “รถหรูดูดี แต่ไม่เหมาะกับถนนที่เป็นน้ำแข็งครึ่งปี จักรยานกับรถ Volvo เก่า ๆ ใช้ได้ดีกว่า” คำตอบนี้กลายเป็นไวรัลในสื่อโซเชียล ไม่ใช่เพราะมัน “น่ารัก” แต่เพราะมันสะท้อนความเป็น “คนธรรมดา” ที่ชาวนอร์เวย์ภูมิใจ
แม้ว่าฮารัลด์ที่ 5 จะเป็นพระมหากษัตริย์ในระบอบรัฐธรรมนูญที่ไม่มีอำนาจบริหาร แต่พระองค์ใช้ “อิทธิพลเชิงสัญลักษณ์” ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในช่วงการระบาดของโควิด-19 พระองค์และพระราชินีปรากฏตัวในพระราชวังเพื่อกล่าวคำปลอบใจถึงประชาชน แต่ไม่ใช่การกล่าวสุนทรพจน์ยาวเหยียด หากเป็นการออกอากาศสั้น ๆ 3 นาทีที่พระราชทานกำลังใจว่า “เราจะผ่านเรื่องนี้ไปด้วยกันเหมือนที่เคยผ่านมาได้ทุกครั้ง” คำพูดนี้เรียบง่าย แต่ทรงพลัง เพราะมันมาจากพระองค์ที่เคยผ่านสงครามโลกครั้งที่สอง วิกฤตน้ำมันในยุค 70 และวิกฤตเศรษฐกิจในปี 2008 มาแล้ว
สิ่งที่ทำให้ชาวนอร์เวย์ “ไม่เคยลืม” ฮารัลด์ที่ 5 จึงไม่ใช่แค่เพราะพระองค์เป็นพระมหากษัตริย์ แต่เพราะพระองค์เป็นคนที่พวกเขาพบเจอได้ในชีวิตประจำวัน—ไม่ว่าจะเป็นในซูเปอร์มาร์เก็ต สนามกีฬาโรงเรียน หรือแม้แต่ร้านกาแฟริมถนน พระองค์ไม่ได้พยายาม “ใกล้ชิดประชาชน” ในแบบที่เป็นการแสดง หากใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางพวกเขาอย่างแท้จริง
และนั่นคือเหตุผลที่ทุกครั้งที่พระองค์ปั่นจักรยานผ่านไป ผู้คนไม่ได้โค้งคำนับอย่างเป็นทางการ หากยกมือไหว่พร้อมรอยยิ้มว่า “Hei, Kongen!” (สวัสดี พระองค์!) เหมือนกับที่พวกเขาทำกับเพื่อนบ้านทั่วไป แต่ลึก ๆ แล้ว ทุกคนรู้ดีว่าคนที่ปั่นจักรยานสีแดงคันนั้น คือสัญลักษณ์ของสิ่งที่นอร์เวย์ภาคภูมิใจที่สุด—ความเป็น “คนธรรมดา” ที่ยิ่งใหญ่กว่าตำแหน่งใด ๆ
พระมหากษัตริย์ที่ปั่นจักรยานไปโรงเรียน: ชีวิตส่วนตัวของฮารัลด์ที่ 5 ซึ่งชาวนอร์เวย์ไม่เคยลืม
Source: HotArticle
Original link: https://www.hotarticle24.com/n1io4r8l