เวลาเปิดดูการถ่ายทอดสดการประชุมสภา หลายคนอาจรู้สึกเหนื่อยหน่ายกับฉากการโต้เถียงที่ดูเหมือนจะไม่มีวันจบสิ้น เสียงตะโกน การประท้วงข้อบังคับการประชุม และการอภิปรายที่ดุเดือด มักทำให้ประชาชนทั่วไปตั้งคำถามว่า ตกลงนักการเมืองเหล่านี้เข้ามาทำงาน หรือเข้ามาเพื่อขัดแข้งขัดขากันแน่
แต่หากลองจินตนาการถึงห้องประชุมที่เงียบงัน มีเพียงเสียงปรบมือเห็นชอบกับทุกนโยบายของฝ่ายบริหารโดยปราศจากข้อโต้แย้ง บรรยากาศที่ดู "ราบรื่น" และ "สามัคคี" เช่นนั้น น่าจะเป็นสัญญาณอันตรายที่สุดของสังคม
ในระบบรัฐสภา บทบาทของ "ฝ่ายค้าน" มักถูกมองผ่านเลนส์ของความขัดแย้ง เราถูกทำให้เชื่อว่าพวกเขาคือคนที่จ้องจะจับผิด คอยขวางความเจริญ หรือรอจังหวะเพื่อล้มล้างรัฐบาล แต่ในความเป็นจริง สถาบันฝ่ายค้านคือกลไกที่ออกแบบมาเพื่อรับมือกับความบกพร่องของมนุษย์ โดยเฉพาะมนุษย์ที่มีอำนาจอยู่ในมือ
หน้าที่แรกของฝ่ายค้านไม่ใช่การคัดค้าน แต่คือการ "ตรวจสอบ"
ไม่ว่ารัฐบาลจะมาจากพรรคการเมืองที่ได้รับความนิยมมากเพียงใด หรือมีเจตนาดีแค่ไหน การรวบอำนาจการตัดสินใจไว้ที่คนกลุ่มเดียวมักจะนำไปสู่จุดบอด นโยบายที่ดูสมบูรณ์แบบบนกระดาษ อาจสร้างหายนะเมื่อถูกนำไปปฏิบัติจริง ฝ่ายค้านทำหน้าที่เป็นเสมือนทีมตรวจสอบคุณภาพ (Quality Control) ที่คอยตั้งคำถามถึงช่องโหว่ ความไม่คุ้มค่า หรือผลกระทบที่รัฐบาลอาจมองข้าม การอภิปรายที่เผ็ดร้อนในสภา แท้จริงแล้วคือการบีบให้ฝ่ายบริหารต้องอธิบายเหตุผลต่อสาธารณะ และทำให้กระบวนการตัดสินใจโปร่งใสขึ้น
ยิ่งไปกว่านั้น ฝ่ายค้านที่มีคุณภาพไม่ได้ทำหน้าที่เพียงชี้ให้เห็นปัญหา แต่ต้องนำเสนอ "ทางเลือก"
ในระบอบประชาธิปไตย ฝ่ายค้านคือรัฐบาลสำรอง (Government-in-waiting) พวกเขาต้องเตรียมพร้อมเสมอว่าหากวันหนึ่งประเทศเกิดวิกฤต หรือประชาชนหมดศรัทธาในฝ่ายบริหาร จะมีกลุ่มคนที่มีนโยบายและวิสัยทัศน์พร้อมจะก้าวเข้ามาบริหารประเทศต่อทันที การที่ฝ่ายค้านทำการบ้านอย่างหนักในการเสนอร่างกฎหมายทางเลือก หรือจัดทำข้อมูลประกอบการอภิปราย จึงเป็นการบอกกับประชาชนว่า "หากวิธีนี้ไม่เวิร์ก เรามีวิธีอื่นที่อาจดีกว่า"
แล้วจะเกิดอะไรขึ้นเมื่อฝ่ายค้านอ่อนแอ?
ประวัติศาสตร์การเมืองทั่วโลกสอนเราว่า เมื่อฝ่ายค้านไม่มีน้ำยา ถูกแบ่งแยกจนไร้พลัง หรือแย่ที่สุดคือแอบจับมือกับฝ่ายรัฐบาลอย่างลับๆ กลไกการถ่วงดุลจะพังทลายลงทันที การทุจริตคอร์รัปชันจะเติบโตได้ง่ายขึ้นเพราะไม่มีคนคอยเปิดโปง งบประมาณแผ่นดินอาจถูกใช้ไปอย่างสิ้นเปลืองโดยไม่มีการตั้งคำถาม และเสียงของประชาชนกลุ่มน้อยที่ไม่ได้เลือกพรรครัฐบาลเข้ามา จะถูกเพิกเฉยอย่างสิ้นเชิง
ในสภาวะที่ฝ่ายค้านอ่อนแอ ประชาธิปไตยจะป่วย เพราะขาด "ภูมิคุ้มกัน" ที่คอยต่อสู้กับเชื้อโรคแห่งการใช้อำนาจในทางที่ผิด รัฐบาลที่ไร้คนตรวจสอบมักจะหลงระเริงในอำนาจ และในที่สุด ความล้มเหลวในการบริหารก็จะตกเป็นภาระของประชาชนทุกคน ไม่ใช่แค่คนที่เลือกพวกเขาเข้ามา
อย่างไรก็ตาม การมีอยู่ของฝ่ายค้านไม่ได้หมายความว่าการเมืองจะดีขึ้นโดยอัตโนมัติ หากฝ่ายค้านเลือกใช้เพียงวาทกรรมสร้างความเกลียดชัง ค้านทุกเรื่องโดยไม่ใช้เหตุผล หรือมุ่งเน้นแต่จะสร้างดราม่าเพื่อเรียกเรตติ้ง พวกเขาเองก็จะกลายเป็นมลพิษในระบบเช่นกัน ฝ่ายค้านที่แท้จริงต้องคัดค้านด้วยข้อมูล ชี้ให้เห็นปัญหาด้วยสติปัญญา และเสนอทางออกด้วยเจตจำนงที่จะเห็นประเทศก้าวไปข้างหน้า
ท้ายที่สุดแล้ว สุขภาพของฝ่ายค้านสะท้อนให้เห็นถึงความต้องการของประชาชน หากเราในฐานะพลเมืองมองการเมืองเป็นเพียงการแข่งขันกีฬาที่แค่ต้องการให้ "ทีมตัวเองชนะ" โดยไม่สนว่าพวกเขาจะโกงหรือไม่ เราก็คงได้ฝ่ายค้านที่เน้นแต่เล่นเกมการเมือง แต่หากเราเรียกร้องมาตรฐาน ตรวจสอบการทำงานของคนที่เราเลือก และคาดหวังให้มีการถ่วงดุลที่สร้างสรรค์ สถาบันฝ่ายค้านก็จะทำหน้าที่เป็นกระจกเงาบานใหญ่ ที่สะท้อนให้เห็นว่าประชาธิปไตยของเรายังคงมีชีวิตและเติบโตได้อย่างแข็งแรง
เมื่อฝ่ายค้านไม่ใช่แค่ "ผู้คัดค้าน" แต่คือภูมิคุ้มกันของประชาธิปไตย
Source: HotArticle
Original link: https://www.hotarticle24.com/5w7o09f3