เอฟเวอร์ตันก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1878 และมีถิ่นฐานเดิมอยู่ที่ย่านเอฟเวอร์ตันในเมืองลิเวอร์พูล ก่อนจะย้ายไปเล่นที่แอนฟิลด์ (ซึ่งต่อมากลายเป็นถิ่นของลิเวอร์พูลคู่อริตลอดกาล) และในที่สุดก็ได้มาตั้งรกรากที่กูดิสันพาร์กในปี ค.ศ. 1892 ซึ่งเป็นบ้านของพวกเขามาจนถึงทุกวันนี้
ชื่อเสียงของสโมสรถูกสร้างขึ้นจากการเป็นทีมที่เล่นฟุตบอลอย่างมีชั้นเชิง จนได้รับฉายาว่า "School of Science" ในช่วงทศวรรษ 1920 และ 1930 โดยมีเพชรเม็ดงามอย่าง "ดิกซี ดีน" (Dixie Dean) ตำนานกองหน้าที่ทำสถิติยิง 60 ประตูในลีกเพียงฤดูกาลเดียว (ฤดูกาล 1927-28) ซึ่งเป็นสถิติที่ยาวนานจนแทบเป็นไปไม่ได้ที่จะมีใครมาทำลายได้ นี่คือหนึ่งในตำนานที่ทำให้แฟนบอลรุ่นต่อรุ่นพูดถึงเอฟเวอร์ตันด้วยความเคารพเสมอ
ตลอดประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 140 ปี เอฟเวอร์ตันคว้าแชมป์ลีกสูงสุดได้ถึง 9 สมัย และแชมป์เอฟเอคัพอีก 5 สมัย ซึ่งยุคที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดคงหนีไม่พ้นยุคของ Howard Kendall ในช่วงกลางทศวรรษ 1980 ที่พาทีมคว้าแชมป์ลีก 2 สมัย และยูโรเปี้ยนคัพ วินเนอร์ส คัพ ในปี 1985 ก่อนที่จุดเปลี่ยนสำคัญของวงการลูกหนังอังกฤษอย่างเหตุการณ์เฮย์เซลจะทำให้ทีมอังกฤษถูกแบนจากเวทียุโรป ซึ่งก็เป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้เอฟเวอร์ตันต้องหยุดชะงักและไม่สามารถต่อยอดความสำเร็จในเวที continental ได้
ถ้าพูดถึงเอฟเวอร์ตันแล้ว คงขาดไม่ได้ที่จะพูดถึง "กูดิสันพาร์ก" สนามเหย้าอันเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของอังกฤษ ที่เปิดใช้งานมาตั้งแต่ปี 1892 สนามแห่งนี้เป็นเสมือนพิพิธภัณฑ์มีชีวิต ที่เคยรองรับผู้ชมมากกว่า 78,000 คนในอดีต (สถิติผู้เข้าชมสูงสุดของสโมสร) และเป็นสนามแรกๆ ของโลกที่มีระบบทำความร้อนใต้พื้นหญ้า
บรรยากาศภายในกูดิสันพาร์กในวันแข่งขันนั้นเข้มข้นและอบอวลไปด้วยกลิ่นอายของประวัติศาสตร์ แฟนบอลเอฟเวอร์ตันขึ้นชื่อในเรื่องเสียงเพลงเชียร์ "The Grand Old Team" ที่ดังกึกก้องและเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ไม่แปลกใจที่หลายคนมองว่ากูดิสันพาร์กคือหนึ่งในสนามที่มีบรรยากาศดุดันและกดดันคู่ต่อสู้ได้มากที่สุดในพรีเมียร์ลีก
แต่จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่กำลังจะมาถึง เมื่อเอฟเวอร์ตันเตรียมอำลาบ้านหลังสุดท้ายที่อยู่มานานถึง 125 ปี เพื่อย้ายไปเล่นในสนามแห่งใหม่ที่ทันสมัยที่ Bramley-Moore Dock ริมแม่น้ำเมอร์ซีย์ ซึ่งมีกำหนดเปิดใช้งานในฤดูกาล 2025/26 นี่คือการเปลี่ยนแปลงครั้งประวัติศาสตร์ที่ทั้งแฟนบอลและสโมสรตั้งตารอ แม้จะมีความคิดถึงกูดิสันพาร์กอยู่ลึกๆ ในใจ แต่ทุกคนรู้ดีว่าการมีสนามแห่งใหม่ความจุประมาณ 52,888 ที่นั่ง คือก้าวสำคัญที่จะพาสโมสรกลับไปยืนหยัดอย่างมั่นคงอีกครั้งในเวทีการเงินและระดับทีม
หนึ่งในสิ่งที่ขาดไม่ได้ในการทำความรู้จักเอฟเวอร์ตัน คือศึก "Merseyside Derby" หรือศึกแดงเดือดแห่งเมืองลิเวอร์พูล ระหว่างลิเวอร์พูลกับเอฟเวอร์ตัน ซึ่งเป็นการแข่งขันท้องถิ่นที่เก่าแก่และดุเดือดที่สุดนัดหนึ่งของโลก
หลายคนที่ไม่เข้าใจอาจมองว่าแฟนบอลลิเวอร์พูลกับเอฟเวอร์ตันน่าจะรักกันดีเพราะเป็นเมืองเดียวกัน แต่ความจริงแล้วคู่นี้คือคู่ปรับที่เข้มข้นมากๆ ความแค้นเริ่มต้นจากการแย่งสนามแข่งและความขัดแย้งทางผลประโยชน์ในประวัติศาสตร์ ทำให้นับตั้งแต่นั้นมา การพบกันของสองทีมนี้จึงไม่มีคำว่ายอมกันง่ายๆ ทุกแมตช์เต็มไปด้วยความดุดันและอารมณ์ความรู้สึกที่ไม่ว่าใครก็สัมผัสได้ แม้ช่วงหลังลิเวอร์พูลอาจจะเหนือกว่าในเรื่องผลงาน แต่ในดาร์บี้แมตช์ สถิติทุกอย่างถูกทิ้งไว้ก่อนเริ่มเกมเสมอ สำหรับแฟนบอลเอฟเวอร์ตันแล้ว การชนะลิเวอร์พูลคือความสุขที่เหนือสิ่งอื่นใดในฤดูกาลนี้
ต้องยอมรับว่าช่วงทศวรรษที่ผ่านมา เอฟเวอร์ตันไม่ได้อยู่ในช่วงเวลาที่สวยงามนัก พวกเขาต้องดิ้นรนหนีตกชั้นอยู่หลายฤดูกาล และปัญหาสำคัญที่กัดกร่อนทีมคือเรื่องการเงินและการบริหารที่ผิดพลาดจากผู้บริหารชุดก่อน ทำให้ทีมต้องติดอยู่ในวังวนของการขายนักเตะออกเพื่อพยุงฐานะ และต้องเจอกับบทลงโทษตัดคะแนนจากกฎการเงินการคลังของพรีเมียร์ลีกด้วยซ้ำ
แต่ในที่สุดแสงสว่างก็มาถึง เมื่อกลุ่มทุนอย่าง The Friedkin Group (TFG) เข้าซื้อสโมสรได้สำเร็จ ซึ่งช่วยคลี่คลายวิกฤตการเงินที่คุกคามอย่างหนักได้ในทันที และได้ดึงตัว "เดวิด มอยส์" (David Moyes) กุนซือที่เคยคุมทีมในช่วง 11 ปีที่รุ่งโรจน์ (2002-2013) กลับมาคุมทีมอีกครั้งในฤดูกาล 2024/25 การกลับมาของมอยส์ทำให้ทีมมีเสถียรภาพมากขึ้น และแฟนบอลเริ่มมองเห็นอนาคตที่สดใสขึ้นอีกครั้ง
การที่ทีมสามารถประคองตัวอยู่รอดในลีกสูงสุดมาได้ตลอด สะท้อนให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของสโมสรและความเหนียวแน่นของตัวตนของทีมที่ไม่ยอมจำนน ซึ่งสิ่งที่แฟนบอลต่างชาติและแฟนบอลไทยหลายคนชื่นชอบในตัวเอฟเวอร์ตันคือ จิตวิญญาณแบบนักสู้หรือ "Everton that" ซึ่งหมายถึงการไม่ยอมแพ้ ไม่ว่าสถานการณ์จะเลวร้ายแค่ไหน พวกเขาก็ยังสู้ต่อเสมอ
หากย้อนรำลึกถึงนักเตะในยุคหลังๆ ที่ฝังตรึงใจแฟนบอลทั่วโลก ชื่อของ "ทิม เคฮิลล์" (Tim Cahill) ดาวยิงชาวออสเตรเลียคือหนึ่งในนั้น เขาคือสัญลักษณ์ของการกระโดดเข้าโหม่งและการทุ่มเททุกอย่างเพื่อทีม รวมถึง "เลห์ตัน เบนส์" (Leighton Baines) แบ็กซ้ายมากฝีมือที่ยิงฟรีคิกได้เฉียบขาด ซึ่งหลายคนมองว่าเขาคือหนึ่งในแบ็กซ้ายที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีก และแน่นอนว่า "เนวิลล์ เซาธ์ออลล์" (Neville Southall) ผู้รักษาประตูในตำนานที่หลายสถาบันยกย่องว่าเป็นหนึ่งในนายทวารที่ดีที่สุดตลอดกาลของวงการฟุตบอลอังกฤษ
สโมสรแห่งนี้มีวัฒนธรรมการปลูกฝังนักเตะเยาวชนจากอะคาเดมีของตัวเอง และมีสไตล์การเล่นที่ให้เกียรติผู้ชมเสมอ นี่คือสิ่งที่ทำให้เอฟเวอร์ตันแตกต่างจากทีมเงินถุงเงินถังอื่นๆ
สำหรับแฟนบอลชาวไทยที่หลงรักสโมสรนี้ การติดตามข่าวสารและไฮไลต์การแข่งขันสามารถทำได้ง่ายดายผ่านช่องทางถ่ายทอดสดในประเทศไทย หรือการติดตามเพจแฟนคลับเอฟเวอร์ตันประเทศไทยซึ่งมีกิจกรรมและบทสนทนาที่น่าสนใจให้ได้แลกเปลี่ยนกัน การเป็นแฟนเอฟเวอร์ตันนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลยสักนิด แต่ถ้าคุณได้สัมผัสถึงความเป็นหนึ่งเดียวของแฟนบอลหลังเกมที่ถ้ำสิงโตแห่งนี้แล้ว รับรองว่าจะไม่มีวันหันหลังให้ทีมนี้ได้อย่างแน่นอน
เอฟเวอร์ตันไม่ได้เป็นเพียงแค่สโมสรฟุตบอลเก่าแก่ แต่คือสัญลักษณ์ของชนชั้นแรงงานแห่งเมืองท่าลิเวอร์พูล ที่เต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ ศักดิ์ศรี และความรักที่ไม่มีเงื่อนไข การเข้าสู่สนามแห่งใหม่และยุคใหม่ของเจ้าของทีมครั้งนี้ อาจไม่ได้รับประกันว่าพวกเขาจะกลับไปครองความยิ่งใหญ่ในทันที แต่มันคือจุดเริ่มต้นของการฟื้นคืนชีพอย่างแท้จริง
ไม่ว่าผลการแข่งขันในสนามจะออกมาหน้าตาแบบไหน "สีน้ำเงินแห่งเมอร์ซีย์ไซด์" จะยังคงเป็นทีมที่เต็มไปด้วยตำนานและเรื่องเล่าที่น่าจดจำ และสำหรับใครที่กำลังมองหาทีมในดวงใจที่มีมากกว่าแค่ถ้วยรางวัล เอฟเวอร์ตันอาจเป็นคำตอบที่ใช่สำหรับคุณก็เป็นได้ เพราะเสน่ห์ของสโมสรแห่งนี้มันอยู่ที่เส้นทางอันเต็มไปด้วยอุปสรรค ซึ่งทำให้ทุกความสำเร็จเล็กน้อยล้วนมีความหมายมหาศาลเสมอมา