เมื่อพูดถึง "ไวกิ้ง" ภาพแรกที่คนส่วนใหญ่นึกถึงมักเป็นนักรบเคราะห์เกราะถือขวาน ยืนอยู่บนเรือที่มีหัวมังกร พายเรือออกปล้นชายฝั่งยุโรป ภาพเหล่านี้ไม่ผิดทั้งหมด แต่ก็เป็นเพียงเศษเสี้ยวหนึ่งของเรื่องราวจริง ความจริงแล้ว ไวกิ้งไม่ใช่ชนชาติเดียวกันทั้งหมด ไม่ใช่แค่นักรบปล้นสะดม และก็ไม่ได้สวมหมวกมีเขาอย่างที่หลายคนเข้าใจ บทความนี้จะพาไปทำความรู้จักชาวสแกนดิเนเวียยุคเหนือตั้งแต่ต้นกำเนิด วิถีชีวิต การเดินทาง ความเชื่อ ไปจนถึงเหตุผลที่ทำให้ยุคไวกิ้งสิ้นสุดลง และมรดกที่ยังหลงเหลืออยู่จนถึงทุกวันนี้
ไวกิ้งคือใคร และมาจากไหน
ไวกิ้งคือกลุ่มชาวทะเลและนักรบที่มาจากคาบสมุทรสแกนดิเนเวีย ซึ่งได้แก่พื้นที่ของเดนมาร์ก นอร์เวย์ และสวีเดนในปัจจุบัน ช่วงเวลาที่พวกเขามีบทบาทโดดเด่นในประวัติศาสตร์ยุโรปถูกเรียกว่า "ยุคไวกิ้ง" ซึ่งโดยทั่วไปนับตั้งแต่ปี ค.ศ. 793 เมื่อมีการโจมตีอารามลินดิสฟาร์นบนเกาะชายฝั่งอังกฤษ จนถึงราวปี ค.ศ. 1066 ซึ่งเป็นปีที่กษัตริย์นอร์เวย์พ่ายแพ้ในยุทธการที่สแตมฟอร์ดบริดจ์ ช่วงเวลาราวสามร้อยปีนี้เองที่ชาวสแกนดิเนเวียออกเดินทางไปทั่วยุโรปและเกือบถึงทวีปอเมริกาเหนือ
คำว่า "ไวกิ้ง" ในภาษานอร์สโบราณมีความหมายเกี่ยวข้องกับการออกเดินทางทางทะเลไปเพื่อการปล้นหรือการค้า น่าสนใจว่าในสมัยนั้นคำนี้มักใช้บอกถึง "กิจกรรม" มากกว่าบอกถึงชาติพันธุ์ ชายหนุ่มที่ออกเรือไปหาชื่อเสียงและทรัพย์สินจึงถูกเรียกว่า "ไปทำไวกิ้ง" ในขณะที่คนที่เหลือก็ทำการเกษตร เลี้ยงสัตว์ และใช้ชีวิตธรรมดาที่บ้านเกิดเหมือนคนทั่วไป
เรือคือหัวใจของความสำเร็จ
ถ้าถามว่าอะไรทำให้ไวกิ้งเก่งกาจจนสร้างความหวาดกลัวทั่วยุโรป คำตอบที่สำคัญที่สุดคงเป็นเรือของพวกเขา เรือยาวของไวกิ้งถูกออกแบบมาอย่างฉลาดมาก โครงสร้างเป็นไม้กระดานซ้อนตอกกันแบบซ้อนทับกัน ทำให้ตัวเรือยืดหยุ่นและทนคลื่นลมได้ดี ส่วนที่โดดเด่นที่สุดคือความลึกของกระดูกงูเรือที่ตื้นมาก เรือจึงเข้าเทียบท่าใกล้ชายฝั่งหรือแม่น้ำตื้น ๆ ได้ ทำให้ไวกิ้งสามารถพายเรือทะลุเข้าไปในแผ่นดินลึกหลายกิโลเมตรผ่านแม่น้ำในยุโรป โจมตีเมืองและหมู่บ้านที่ไม่เคยคิดว่าศัตรูจะมาถึง แล้วถอยออกมาก่อนกองกำลังป้องกันจะรวมตัวทัน
เรือของไวกิ้งใช้ทั้งใบเรือและพาย ทำให้เคลื่อนที่ได้ในทุกสภาพ ทั้งทะเลเปิดและแม่น้ำแคบ ด้วยเรือลำแบบนี้ ไวกิ้งจึงออกเดินทางไปได้ไกลกว่าชาวยุโรปส่วนใหญ่ในยุคเดียวกัน จากชายฝั่งอเมริกาเหนือทางตะวันตก ไปจนถึงทะเลแคสเปียนและคอนสแตนติโนเปิลทางตะวันออก
ไม่ใช่แค่ปล้น แต่ยังค้าและตั้งถิ่นฐาน
ภาพจำของการปล้นสะดมมักกลบเกลื่อนอีกด้านหนึ่งของไวกิ้ง คือการค้าขายและการตั้งถิ่นฐาน ซึ่งในแง่ผลกระทบระยะยาวแล้วสำคัญกว่ากันมาก
ชาวไวกิ้งตั้งถิ่นฐานถาวรในหลายพื้นที่ ในอังกฤษ พวกเขายึดครองและตั้งภูมิภาคที่เรียกว่าเดนลอว์ ซึ่งมีกฎหมายและวัฒนธรรมนอร์สแทรกอยู่อย่างลึกซึ้ง เมืองยอร์กกลายเป็นศูนย์กลางสำคัญของชาวไวกิ้งในอังกฤษ ในฝรั่งเศส หัวหน้าชาวไวกิ้งนามว่าโรลโลได้รับดินแดนทางตอนเหนือในปี ค.ศ. 911 ซึ่งกลายเป็นแคว้นนอร์ม็องดี ชื่อ "นอร์ม็องดี" เองก็แปลว่าดินแดนของคนเหนือ และทายาทของชาวนอร์มันเหล่านี้คือวิลเลียมผู้พิชิต ที่ยึดอังกฤษในปี ค.ศ. 1066
การเดินทางทางตะวันตกยิ่งไปไกลกว่านั้น ชาวไวกิ้งตั้งถิ่นฐานในไอซ์แลนด์ราวปลายศตวรรษที่ 9 จากนั้นเอริกเดอะเรดนำผู้คนไปตั้งรกรากในกรีนแลนด์ และราวปี ค.ศ. 1000 ลีฟ เอริกสัน บุตรชายของเขา นำกลุ่มสำรวจมาถึงชายฝั่งทวีปอเมริกาเหนือเกือบห้าร้อยปีก่อนคริสโตเฟอร์ โคลัมบัส ซากฐานที่ตั้งของชาวไวกิ้งที่แลนส์โอซ์มีโดวส์ในเกาะนิวฟาวน์แลนด์ของแคนาดาเป็นหลักฐานยืนยันถึงการเดินทางครั้งนี้ แม้การตั้งถิ่นฐานในอเมริกาเหนือจะอยู่ได้ไม่นานก็ตาม
ส่วนทางตะวันออก ชาวสวีเดนเดินทางผ่านแม่น้ำในรัสเซียและยูเครนปัจจุบัน ทำการค้าขายขนสัตว์ ทาส และสินค้ามีค่ากับจักรวรรดิไบแซนไทน์และโลกอาหรับ นักรบนอร์สบางกลุ่มรับราชการเป็นทหารรับใช้ใกล้ชิดของจักรพรรดิไบแซนไทน์ในหน่วยที่รู้จักกันในนามทหารราชองค์รักษ์วารางเกียน
สังคมและวิถีชีวิตของชาวไวกิ้ง
สังคมไวกิ้งแบ่งเป็นชั้น ๆ อย่างชัดเจน ชนชั้นสูงคือพวกยาร์ล ผู้นำท้องถิ่นหรือเจ้าของที่ดินขนาดใหญ่ ชนชั้นกลางคือคาร์ล ชาวไร่ชาวนาอิสระที่เป็นกระดูกสันหลังของสังคม ส่วนชนชั้นล่างสุดคือทาส ซึ่งมักได้มาจากการจับกุมในสงครามหรือการค้าทาส การค้าทาสเป็นธุรกิจที่สร้างรายได้มหาศาลให้กับไวกิ้ง และเป็นด้านที่มืดมนที่สุดของยุคสมัยนี้
สิ่งที่น่าสนใจคือรากฐานของการปกครองแบบมีส่วนร่วม ชาวไวกิ้งมีสภาประชุมที่เรียกว่า "ธิง" ซึ่งชายอิสระในชุมชนเข้าร่วมตัดสินข้อพิพาท ออกกฎ และเลือกผู้นำ ไอซ์แลนด์มีสภาธิงแห่งชาติที่ก่อตั้งขึ้นราวปี ค.ศ. 930 และถือเป็นหนึ่งในสถาบันนิติบัญญัติที่เก่าแก่ที่สุดที่ยังดำรงอยู่ในโลก
บทบาทของสตรีในสังคมไวกิ้งก็มีเสรีภาพมากกว่าสตรีในหลายวัฒนธรรมร่วมสมัย ผู้หญิงสามารถเป็นเจ้าของทรัพย์สิน ขอหย่า และดูแลกิจการของครอบครัวเมื่อสามีออกเดินทางไกล แม้ตำนานและหลักฐานบางชิ้นจะกล่าวถึงนักรบหญิง แต่นักประวัติศาสตร์ยังถกเถียงกันอยู่ว่าการเป็นนักรบหญิงแบบในหนังเรื่องดังเป็นเรื่องปกติมากน้อยเพียงใด
ความเชื่อและศาสนา
ก่อนที่ศาสนาคริสต์จะเข้ามา ชาวไวกิ้งนับถือเทพเจ้านอร์ส ที่คนไทยหลายคนคุ้นเคยจากหนังและเกม เช่น โอดิน เทพแห่งสงครามและปัญญา ธอร์ เทพสายฟร์ผู้ถือค้อนมิยอลนีร์ และเฟรยา เทพีแห่งความรักและสงคราม นักรบที่เสียชีวิตอย่างกล้าหาญในสนามรบเชื่อกันว่าจะได้ไปรับใช้โอดินในหอคอยวัลฮัลลา และร่วมสู้ในสงครามครั้งสุดท้ายที่เรียกว่ารักนารอก
ศาสนาคริสต์เริ่มแพร่เข้าสู่สแกนดิเนเวียตั้งแต่ศตวรรษที่ 8 แต่การเปลี่ยนมานับถืออย่างเป็นทางการเกิดขึ้นค่อยเป็นค่อยไปตลอดศตวรรษที่ 10 ถึง 12 เดนมาร์กเปลี่ยนศาสนาเป็นชาติแรก ตามด้วยนอร์เวย์และสวีเดน หลักฐานชิ้นสำคัญของการเปลี่ยนผ่านนี้คือศิลาจารึกเยลลิงในเดนมาร์ก ที่กษัตริย์ฮารัลด์บลูทูธสร้างขึ้นเพื่อประกาศว่าทรงรวมเดนมาร์กเป็นหนึ่งและทำให้ชาวเดนส์เข้ารับศาสนาคริสต์
ตำนานกับความจริง หมวกมีเขาไม่เคยมีอยู่จริง
มาถึงคำถามยอดฮิต ไวกิ้งสวมหมวกมีเขาจริงหรือ คำตอบคือไม่จริง ไม่มีหลักฐานทางโบราณคดีใด ๆ ที่พบหมวกเหล็กมีเขาของไวกิ้งเลย หมวกเหล็กไวกิ้งที่สมบูรณ์ที่สุดที่เคยค้นพบคือหมวกจากเกร์มุนด์บูในนอร์เวย์ ซึ่งเป็นหมวกเหล็กเรียบธรรมดาไม่มีเขา ภาพหมวกมีเขาถูกประดิษฐ์ขึ้นในศตวรรษที่ 19 โดยศิลปินและนักออกแบบเครื่องแต่งกายสำหรับงานอุปรากรและงานแสดง แล้วแพร่กระจายผ่านสื่อและการ์ตูนจนกลายเป็นภาพจำที่ลบไม่ออกจนถึงทุกวันนี้
ความเข้าใจผิดอีกประการคือการมองว่าไวกิ้งเป็นกลุ่มเดียวกันทั้งหมด ความจริงแล้ว ชาวสแกนดิเนเวียในยุคนั้นไม่ได้ถูกปกครองเป็นชาติเดียว พวกเขาแบ่งเป็นหลายอาณาเขต หลายเผ่า หลายผู้นำ และมักทำสงครามกันเองด้วยซ้ำ ความเชื่อมโยงของพวกเขาอยู่ที่ภาษา วัฒนธรรม และวิถีชีวิตที่คล้ายกัน มากกว่าความเป็นชาติเดียวกัน
ทำไมยุคไวกิ้งจึงสิ้นสุดลง
ยุคไวกิ้งไม่ได้จบลงด้วยความพ่ายแพ้ครั้งใหญ่ครั้งเดียว แต่ค่อย ๆ จบลงจากหลายปัจจัยที่ทับซ้อนกัน การเปลี่ยนมานับถือศาสนาคริสต์ทำให้ชาวสแกนดิเนเวียเข้าร่วมในระบบยุโรปแบบเดิม สร้างโบสถ์ ส่งบุตรไปศึกษา และเลิกแนวคิดการปล้นชนิดเดียวกัน ในขณะเดียวกัน ราชอาณาจักรในสแกนดิเนเวียก็เริ่มรวมตัวเป็นปึกแผ่น กษัตริย์เริ่มมีอำนาจควบคุมกลุ่มนักรบอิสระได้ ยุโรปตะวันตกก็แข็งแกร่งขึ้นและสร้างระบบป้องกันที่ดีขึ้น ทำให้การปล้นสะดมได้กำไรน้อยลงและเสี่ยงมากขึ้น
ปี ค.ศ. 1066 ถูกมองเป็นจุดสิ้นสุดเชิงสัญลักษณ์ กษัตริย์ฮารัลด์ ฮาร์ดราดาแห่งนอร์เวย์ยกทัพมายึดอังกฤษ แต่พ่ายแพ้และเสียชีวิตในยุทธการที่สแตมฟอร์ดบริดจ์ ไม่กี่สัปดาห์ต่อมา วิลเลียมดยุกแห่งนอร์ม็องดี ผู้สืบเชื้อสายชาวไวกิ้งเอง ยึดอังกฤษสำเร็จในยุทธการเฮสติงส์ เหตุการณ์นี้เปิดยุคใหม่ของยุโรป และปิดฉากยุคของนักรบเรือยาวอย่างสมบูรณ์
มรดกของไวกิ้งที่ยังอยู่กับเรา
แม้ยุคไวกิ้งจะจบลงมานานแล้ว แต่ร่องรอยของพวกเขายังฝังลึกอยู่ในชีวิตประจำวัน ภาษาอังกฤษปัจจุบันมีคำจำนวนมากที่มาจากภาษานอร์สโบราณ เช่น คำว่า sky, egg, knife, window และ they ชื่อวันต่าง ๆ ก็มีที่มาจากเทพนอร์ส เช่น Thursday มาจากธอร์ และ Friday มาจากเฟรยกหรือเฟรยา ชื่อเมืองในอังกฤษที่ลงท้ายด้วยคำว่า -by หรือ -thorpe ก็สืบทอดมาจากชื่อหมู่บ้านของชาวไวกิ้งที่ตั้งถิ่นฐานเมื่อพันปีก่อน
ในยุคปัจจุบัน วัฒนธรรมไวกิ้งกลับมาได้รับความนิยมอย่างมากผ่านซีรีส์ ภาพยนตร์ เกม และวรรณกรรม พิพิธภัณฑ์เรือไวกิ้งในนอร์เวย์ เดนมาร์ก และสวีเดนดึงดูดนักท่องเที่ยวหลายล้านคนต่อปี ประเพณีและเทศกาลที่ยกย่องวัฒนธรรมนอร์สจัดขึ้นทั่วยุโรปเหนือ ขณะเดียวกัน นักโบราณคดีก็ยังค้นพบสิ่งใหม่ ๆ อยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นเรือฝังศพ สุสาน หรือศิลาจารึก ที่ช่วยให้เราเข้าใจชีวิตจริงของผู้คนยุคนั้นได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
ข้อควรระวังสำหรับผู้ที่สนใจศึกษาเรื่องไวกิ้งคือการแยกแยะระหว่างประวัติศาสตร์จริงกับจินตนาการยุคใหม่ ตัวละครอย่างรักนาร์ ลอธบรุก เป็นบุคคลกึ่งตำนานที่ปรากฏในซากานอร์สโบราณ แต่รายละเอียดชีวิตส่วนใหญ่ในซีรีส์โทรทัศน์เป็นเรื่องแต่ง การอ่านจากแหล่งข้อมูลทางประวัติศาสตร์ที่เชื่อถือได้ หรือการไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์และแหล่งโบราณสถานจริง จะช่วยให้เห็นภาพที่สมบูรณ์และใกล้เคียงความจริงมากกว่า
ไวกิ้งจึงไม่ใช่แค่นักรบปริศนาในตำนาน แต่คือผู้คนที่มีทั้งความรุนแรงและความทะเยอทะยาน ทั้งช่างฝีมือและนักสำรวจ ผู้เปลี่ยนแผนที่ยุโรปอย่างถาวร และปล่อยมรดกทางภาษา วัฒนธรรม และจินตนาการที่ยังมีชีวิตอยู่จนถึงวันนี้
ไวกิ้งคือใคร ที่มา วิถีชีวิต และความจริงที่ต่างจากภาพในหนัง
Source: HotArticle
Original link: https://www.hotarticle24.com/231o4fp5